อยากเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า EV สักคัน ต้องรู้อะไรบ้าง?

เชื่อว่าตอนนี้หลายๆคนมีความสนใจเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า หรือที่เราเรียกกันว่า Electric Vehicle และอยากได้มาครอบครอง
ด้วยเทรนในอนาคตที่โลกเรากำลังจะเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัวแล้ว วันนี้จะมาอธิบายให้เห็นว่า การเลือกซื้อรถ EV ซักคันนึง สิ่งที่ต้องรู้มีอะไรบ้างที่แตกต่างจากการซื้อรถยนต์ ICE ทั่วไป
อยากเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า EV สักคัน ต้องรู้อะไรบ้าง?

รู้ความต้องการใช้งานรถยนต์ EV ของตนเอง

ลักษณะการใช้งานของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน
บางคนเน้นใช้งานในเมือง ขับสั้นๆเป็นหลัก
หรือบางคนเน้นใช้งานขับต่างจังหวัด​ ขับระยะทางไกลๆเป็นหลัก

เบื้องต้นต้องรู้คร่าวๆว่าการใช้งานของเรานั้นเน้นแบบไหน เฉลี่ยแล้ววันนึงเราใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าประมาณกี่ km เราต้องการระยะวิ่งต่อการชาร์จหนึ่ง 1 ครั้งเท่าไร หรือเราต้องการเผื่อระยะวิ่งในการเดินทางไกล
เพื่อที่จะเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าให้มีขนาดแบตเตอรี่เหมาะสมกับระยะทางที่เราต้องการใช้งานได้

แบตเตอรี่ที่มีความจุเยอะเกินจำเป็น ตัวรถยนต์ไฟฟ้าก็จะต้องแบกน้ำหนักของแบตตลอดเวลา ยิ่งน้ำหนักรถเยอะก็จะทำให้การใช้งานจะยิ่งเปลืองพลังงานมากขึ้น (wh/km จะสูงขึ้น) เมื่อเทียบกับรุ่นเดียวกัน แต่น้ำหนักแบตเตอรี่น้อยกว่า
รู้ความต้องการใช้งานรถยนต์ EV ของตนเอง

แบตเตอรี่รถยนต์ EV

ในรถยนต์ EV แบตเตอรี่จะมีหน่วยเป็น kWh โดย 1 kWh = 1,000 Wh จะบอกถึงความจุแบตเตอรี่ทั้งหมดที่ใส่มาในตัวรถยนต์ไฟฟ้าคันนั้นๆ

สเปคของแบตเตอรี่ที่บอกไว้ขนาด 79 kWh ในความเป็นจริงนั้นเราจะใช้ได้ประมาณ 73.5 kWh
เพราะว่าในระบบของตัวรถนั้นจะมีการล็อคความจุเอาไว้ส่วนนึง โดยจะแบ่งเป็น Top Protection Buffer (ที่เห็นว่าชาร์จเต็ม 100% แล้ว แต่จริงๆยังมีความจุอีกประมาณ 3-4% ที่กันเอาไว้เพื่อป้องกันการชาร์จเต็มเกินไป) และ Bottom Protection Buffer (ส่วนที่ต่ำกว่า 0% อีกประมาณ 3-4% เช่นกัน) เพราะถ้าหากใช้แบตจนหมดเกลี้ยง​ จะทำให้ตัวแบตเสียหายได้ ส่งผลให้การเก็บประจุไฟนั้นไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าเดิม

รถEV จึงมีการออกแบบระบบมาเพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับแบตเตอรี่
ถึงแม้ว่าแบตเตอรี่จะขึ้นว่าเหลือ 0% แต่รถก็ยังสามารถวิ่งต่อไปได้อีกซักระยะนึง (Miles After Zero Indicated Range) จนกว่าระบบจะตัดการใช้งานของแบตเตอรี่

นอกจากนี้ในตัวแบตเตอรี่ยังมีระบบไฟฟ้า(Battery Electrical System), ระบบจัดการแบตเตอรี่(BMS), รวมถึงระบบจัดการความร้อน(Battery Cooling System) เพื่อใช้ระบายความร้อน หรือเพิ่มความร้อน เพื่อให้ตัวแบตเตอรี่อยู่ในช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสม
.
แบตเตอรี่ในปัจจุบันขนาด 60-100 kWh จะมีน้ำหนักโดยประมาณอยู่ที่ 385-544 กิโลกรัม.
ในรถยนต์ EV แบตเตอรี่จะมีหน่วยเป็น kWh โดย 1 kWh = 1,000 Wh

ระยะทางในการวิ่งของรถยนต์ EV

รถยนต์ ev แต่ละคันจะมีระยะทางที่บอกเราว่ารถยนต์คันนี้วิ่งได้กี่ km ในการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง ตามมาตรฐานที่เคลมไว้ โดย EPA จะเป็นมาตรฐานของทางฝั่งอเมริกา และ WLTP จะเป็นมาตรฐานของทางฝั่งยุโรป
ซึ่งการใช้งานจริงนั้นจะขึ้นอยู่กับหลายๆปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น การเปิดแอร์ อากาศร้อน อากาศเย็น สภาพภูมิประเทศ รวมถึงพฤติกรรมการขับขี่ และปัจจัยอื่นๆอีก

โดยเฉลี่ยแล้วในประเทศไทยที่อากาศค่อนข้างร้อน จะวิ่งได้ระยะทางประมาณ 70-80% ของที่เคลมไว้เท่านั้น
ระยะทางในการวิ่งของรถยนต์ EV ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

อัตราการใช้พลังงานรถยนต์ EV

มีหน่วยเป็น Wh/km โดยจะเป็นการเทียบว่าใน 1 km เราใช้พลังงานในการวิ่งไปเท่าไหร่ ยิ่งเราได้ตัวเลขน้อยแสดงว่าเรายิ่งขับได้ประหยัดมากขึ้น ซึ่งจะต่างกับรถยนต์ทั่วไปที่อัตราการกินน้ำมันจะเทียบเป็น km/ลิตร

ตัวเลข Wh/km นั้นจะเป็นค่าที่เอาไว้ใช้วัดประสิทธิภาพของรถ EV แต่ละคัน รวมถึงนำมาใช้คำนวณระยะทางว่ารถเราวิ่งได้กี่กิโลเมตร เมื่อเทียบกับอัตราการใช้พลังงานนั้นๆ

ประเภทของการชาร์จ

- การชาร์จแบบ AC (ไฟฟ้ากระแสสลับ) หรือเรียกว่า Normal Charge คือ​ การชาร์จไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊กตามบ้านทั่วไป หรือชาร์จผ่านเครื่อง Wall Charger ที่ติดตั้งไว้
การชาร์จแบบ AC ไฟที่เข้าไปที่ตัวรถจะผ่าน On Board Charger ที่อยู่ภายในตัวรถก่อน ซึ่งทำหน้าที่แปลงไฟฟ้ากระแสสลับ AC เป็นไฟฟ้ากระแสตรง DC เพื่อชาร์จเข้าแบตเตอรี่ โดยตัว On Board Charger ในรถจะเป็นตัวกำหนดว่ารถคันนั้นจะชาร์จแบบ AC ได้ช้าหรือเร็ว (ขนาดไม่เท่ากันตามแต่ละรุ่น และยี่ห้อรถ)
ถ้า On Board Charger ในรถรองรับได้ 11 kW ต่อให้เครื่องชาร์จกำลังไฟแรงแค่ไหน ก็จะชาร์จแบบ AC ได้ความเร็วไม่เกินนั้น (หัวชาร์จที่ใช้จะเรียกว่า AC Type 2)

- การชาร์จแบบ DC (ไฟฟ้ากระแสตรง) คือการชาร์จไฟเข้าสู่แบตเตอรี่รถยนต์โดยตรงได้เลย Fast Charge (ไม่ต้องผ่านการแปลงจาก On Board Charger)
สามารถชาร์จได้อย่างรวดเร็วตามความแรงของเครื่องชาร์จนั้นๆ เช่น 50 kW, 75 kW
การชาร์จแบบ DC เป็นประจำบ่อยๆ ในระยะยาวมีโอกาสจะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมได้มากกว่าการชาร์จแบบธรรมดา (หัวชาร์จที่ใช้จะเรียกว่า CCS2, CHAdeMO)
การชาร์จแบบ AC และ DC

ระยะเวลาการชาร์จ

รถแต่ละคัน แต่ละรุ่นจะใช้เวลาในการชาร์จนานไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับขนาดของแบตเตอรี่ กำลังไฟของเครื่องชาร์จ รวมถึง On Board Charger ของรถยนต์แต่ละคัน(ในกรณีที่ชาร์จแบบ AC)
วิธีคำนวณกำลังไฟในการชาร์จคือ
Watt (วัตต์) = Volt (โวลท์) x Amp (แอมป์)
เช่น มิเตอร์ไฟฟ้า 30(100) A 1 เฟส ใช้กระแสไฟฟ้า 32 A จะได้เท่ากับ
220 V x 32 A = 7,040 W คิดเป็น 7.04 kW
แบตเตอรี่รถยนต์ขนาด 75 kWh
ชาร์จ 0-100%
ชาร์จ AC 7.04 kW จะใช้เวลาประมาณ 10.7 ชม
ชาร์จ AC 11 kW จะใช้เวลาประมาณ 6.8 ชม
ชาร์จ DC 75 kW จะใช้เวลาประมาณ 1 ชม
รถแต่ละคัน แต่ละรุ่นจะใช้เวลาในการชาร์จนานไม่เท่ากัน

ค่าใช้จ่ายในการชาร์จ

ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการสถานีชาร์จแต่ละราย โดยจะแบ่งเวลาเป็น
On Peak (ค่าบริการประมาณ 6-7 บาท/หน่วย)
Off Peak จ.-ศ. ช่วงเวลา 22.00-9.00 น. ส.-อา. ทั้งวัน และวันหยุดต่างๆ (ค่าบริการประมาณ 4 บาท/หน่วย)
กรณีชาร์จที่บ้านค่าไฟจะคิดในอัตราขั้นบันได ขึ้นอยู่กับการใช้ไฟฟ้าในแต่ละบ้าน โดยเฉลี่ยประมาณ 4 บาท/หน่วย
แต่ถ้าติดมิเตอร์แบบ TOU (Time of Use) ชาร์จในช่วง Off Peak ค่าไฟจะอยู่ที่ประมาณ 2.60 บาท/หน่วย
(1 หน่วยไฟฟ้า = 1 kWh)
ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการสถานีชาร์จแต่ละราย

สถานีชาร์จ

ในกรณีที่ต้องวิ่งทางไกล เกินกว่าระยะที่รถสามารถวิ่งได้ ควรจะต้องวางแผนการเดินทาง
ตรวจสอบจุดชาร์จล่วงหน้าในเส้นทางที่จะไป
คำนวณระยะทางระหว่างจุดชาร์จแต่ละจุดให้พอกับระยะที่รถยนต์จะวิ่งได้
ควรมองหาจุดชาร์จที่มีตู้ชาร์จระบบ DC เป็นหลัก เพื่อความรวดเร็วในการแวะชาร์จ
แต่ปัญหานี้น่าจะค่อยๆหมดไปในอนาคต เพราะปัจจุบันผู้ให้บริการแต่ละรายก็ได้ทยอยเปิดจุดชาร์จใหม่ๆเพิ่มเติม เพื่อรองรับผู้ใช้บริการแล้ว
Application ที่ควรมีไว้ติดเครื่อง เพื่อเอาไว้ใช้บริการ จ่ายเงิน และหาจุดชาร์จ เช่น EV Station, PEA VOLTA, EleXA, EA Anywhere, Greenlots, PlugShare
จุดชาร์จที่มีตู้ชาร์จระบบ DC เป็นหลัก
CONTACT
169/47 ถ.พุทธมณฑลสาย 4 ต.กระทุ่มล้ม  อ.สามพราน จ.นครปฐม 73220
086-070-0007
ananindustry@gmail.com
https://www.ananindustry.com
WORKING DAYS/HOURS
วันจันทร์ - วันเสาร์
8.00 - 17.00 น.
Copyright © 2008 Anan Industry Company Limited. All Rights Reserved